แก้สมการให้หน่อย
posted on 08 Aug 2009 23:42 by waitaminuteหายจากหวัด (สงสัยจะ 2009)
ก็มาอัพบล็อกกันต่อ
มาช่วยกันแก้สมการให้ที
กฎแห่งกรรม เกี่ยวอะไรกันกับสมการต่อไปนี้
F = ma
ช่วยกันอธิบายหน่อย
หายจากหวัด (สงสัยจะ 2009)
ก็มาอัพบล็อกกันต่อ
มาช่วยกันแก้สมการให้ที
กฎแห่งกรรม เกี่ยวอะไรกันกับสมการต่อไปนี้
F = ma
ช่วยกันอธิบายหน่อย
ไม่ได้อัพบล็อกนาน
ร่างกายซีกขวาเกือบเดี้ยง...ชาไปครึ่งตัว
กำลังรักษาตัวอยู่
ภาษาพระเรียกว่า อาพาธ
ก่อนไปฝากรูปประชาสัมพันธ์ไว้ก่อน
สามเณรวัดจีนบำเพ็ญพรต ฝากมาให้ : เจริญพรมา ณ โอกาสนี้ด้วย
ขอตัวไปรักษาตัวก่อน
สังขารชักไม่ค่อยเที่ยงซะแล้ว
เป็นโรคกลัว Blog โล่ง
...
...
...
...
...
ไม่มีใครมาลง Entry เลย ฮือๆๆ
(ไร้สาระพอแล้ว มามีสาระกันบ้าง)
ขึ้นหัวข้อแบบนี้ บอกตรงๆ ว่านึกอะไรไม่ออกนอกจากมีอารมณ์จะอัพบล็อกก็แค่นั้น
การเขียนบล็อกแต่ละครั้งต้องขออธิบายก่อนว่าเป็นการเขียนบล็อกแบบสดๆ นึกได้ตอนไหนออกมาเขียนกันตอนนั้น
โชคดีที่ในวัดมีอินเทอร์เน็ตใช้ เลยได้อัพทุกวัน
(บอกเขาไปเหอะว่าเป็นพระ)
เอาละ
...
ตอนนี้ก็รู้กันแล้วว่าเจ้าของบล็อกเป็นพระ
ต่อไปนี้จะใช้สรรพนามแทนตนว่า อาตมา/ผม แล้วกัน หรือบางทีก็ไม่ใช้
ทำไมต้องใช้ ๒ คำ
เพราะว่าเผื่อมีพระมาอ่านบล็อกด้วย
อืม...สาธุ
ออกทะเลมาพอแล้ว เข้าเรื่องเลยดีกว่า
ไปไม่เป็น มันเป็นอย่างไร
อาการไปไม่เป็น เป็นอาการนึกอะไรไม่ออก หรือที่พระชอบเรียกกันว่า สัญญาดับ
สัญญาคืออะไร
คือ ความจำได้หมายรู้
ถ้าให้อธิบายกันเชิงวิชาการนั้น...ยาก
อาตมา/ผมยังงงเลย อ่านแล้วงงมาก
ยิ่งอธิบายยิ่งงง ยกตัวอย่างกันไปเลย
เราจำได้ว่าเกิดวันที่เท่าไหร่ บ้านอยู่ที่ไหน ตัวเองชื่ออะไร เกิดที่ไหน พ่อแม่ชื่ออะไร หน้าตาคนนั้นคนนี้เป็นอย่างไร วันนี้เรียนเรื่องอะไร วันนี้ทำอะไรมาบ้าง แฟนชื่ออะไร วันนี้ดูโทรทัศน์เรื่องอะไร อ่านหนังสือเรื่องอะไรไปแล้ว วันนี้ไปไหนมาบ้าง เมื่อก่อนเคยทำอะไรไว้ เมื่อปีที่แล้วเคยบอกกับแฟนว่าอย่างไร ฯลฯ เหล่านี้เป็นสัญญา คือ เป็นเรื่องที่เราเก็บเอาไว้ในความทรงจำนั่นเอง
เอาอย่างนี้ดีกว่า เข้าไปดูในเว็บนี้ละกัน
http://ednet.kku.ac.th/~sumcha/2545/nong/i_p31.html
บังเอิญไปเจอพอดี
ง่าย...เสร็จไปอีกงาน
อู้ไปได้อีกแล้ว
วันนี้ก็ยังไปไม่เป็นเหมือนเดิม
เดี๋ยวมาใหม่ละกัน
ไม่ได้เข้ามานาน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าติดเที่ยวสงกรานต์อยู่นะ (ใกล้สอบ)
คนไทยเรา (จริงๆ ก็คนทั่วโลก) เมากันได้ตลอดปี
แปลกแต่จริง
เมืองพุทธ
เรากลายเป็นอันดับต้นๆ ของการดื่ม
เออ...ไม่น่าเชื่อแฮะ
เอาอย่างนี้ละกัน
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
เราก็จะมาแจงกันตามหัวข้อ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือที่เราชอบเรียกกันสั้นๆ ว่า เหล้า
เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเอทานอล (C2H5OH)
มีชื่อเรียกต่างกันไปตามประเทศนั้นๆ (กดไปตามนี้)
เอาละ ว่ากันต่อ
อาการข้างเคียงของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีดังนี้
1. เมา (บอกทำไมเนี่ย)
สำหรับใครที่ยังให้คำจำกัดความไม่ถูก จะบอกให้ละกัน
เมา เป็นอาการสูญเสียการทรงตัวของร่างกายไปชั่วขณะ
อาจมีการสูญเสียความทรงจำ หรือสัญญา (ความหมายเดียวกัน แต่คำว่า สัญญา เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี)
2. ขาดสติ
อืม...การยั้งคิดได้สูญเสียไป คือ จะทำอะไรก็มักไม่ค่อยได้ไตร่ตรองไว้ก่อน
3. เสียทรัพย์
ขวดนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ เผลอๆ มีค่าใช้จ่ายรายทางอีก เช่น กับแกล้ม เพื่อนร่วมดื่ม เด็กเชียร์เบียร์ ค่าเสียหายจากการขับรถไปชน ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ
4. สร้างปัญหาให้คนอื่น
ถามจริงๆ เถอะ คุณอาเจียนแล้วใครมาตามเช็ดให้คุณ...ถ้าไม่ใช่คนรอบข้าง แล้วดันไปชวนทะเลาะกับเขาอีก
บางคนไม่พอ ถ้าขับรถอาจจะสร้างงานให้ตำรวจเพิ่ม เช่น ต้องเป็นภาระในการตรวจแอลกอฮอล์ จัดสถานที่ให้คุณพัก เขียนใบสั่ง ถ้าไปชนก็ต้องแหกขี้หูขี้ตาไปดูที่เกิดเหตุ ... ถ้าใครพูดไม่เข้าหูก็ไปชวนเขาทะเลาะไปนู่น...
ถ้าเมาจัด ใครเป็นคนพาไปส่งถึงบ้าน ... ดีตรงไหนเนี่ย
5. การงานมีปัญหา
ใครจะรับคนขี้เหล้าไปทำงานให้เสียเวลาเล่น...
จะว่าไปแล้ว มีแต่ข้อเสียทั้งนั้น
ในข้อเสียก็มีข้อดีนะ คือ
ถ้าตาย ไม่เสียเวลา ส.ป.ร. (สัปเหร่อ... ย่อทำไมเนี่ย)
ด้วยคุณสมบัติของแอล์กอฮอล์ที่ติดไฟง่าย
ลดเวลาการปลงศพไปเยอะเลย
ส.ป.ร. จะได้มีเวลาทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ
อืม เห็นหรือยัง
แล้วยังอยากจะเมาอีกหรือไม่
ฝากไว้ละกัน
ของอย่างนี้มันห้ามไม่ได้...
อภัยให้ผมด้วย ถือซะว่าเหมือนพระมาเทศน์สอนละกัน
(เขาก็คงคิดละว่าพระที่ไหนนั่งเขียน Blog ... อืม ... พระเล่น MSN เขายังว่าเลย ... ผมโดนกับตัวมาแล้ว ... อ้าว ... บอกเขาไปซะงั้น ... ตกลงว่ามีแล้วกันพระที่เขียน Blog ให้ญาติโยมอ่าน เหอๆ)
ป.ล. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิฯ
edit @ 18 Apr 2009 01:58:28 by Biohazard7
เปิดหัวแล้วจ้า...
บางคนบอกว่า ถ้าเรารีบคิด รีบตัดสินใจ เราจะไม่พลาดโอกาสดีๆ
คำพูดนี้ถูกต้องเสมอ แต่ไม่เสมอไป
เพราะใช้ได้กับบางสถานการณ์เท่านั้น
เช่น การตอบปัญหา เป็นต้น
แต่บางสถานการณ์ เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนี่ (เนอะ)
เช่น การประชุมวางแผนงานใหญ่ๆ เราจำเป็นจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อน
เพราะอะไร
๑.กันพลาด
๒.กันพล่าม
๓.กันเพี้ยน
๔.กันพล่อย
มาแยกแยะแต่ละข้อกัน
กันพลาด
ถ้าเราคิดเร็วๆ โอกาสที่จะมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดนั้นสูง เรื่องนั้นๆ จากด๊อาจจะเป็นขาดๆ เกินๆ ไปได้
กันพล่าม
ว่ากันง่ายๆ คือคิดให้ดีก่อนพูด ถ้ารีบคิดรีบพูด เราจะพูดไม่รู้เรื่อง กลายเป็นว่าต้องอธิบายกันยาว คือพล่ามนั่นเอง
กันเพี้ยน
บางครั้งคิดเร็ว ทำเร็ว งานอาจจะออกมาดูแปร่งๆ ถ้าไม่พิจารณาให้ดีก่อน
กันพล่อย
คิดเร็วว่าจะพูดอะไร แล้วพูดออกไป ทำไม่ได้เขาหาว่าปากพล่อย
ทำไมต้องคิดช้าด้วย
เราอย่าลืมว่าเราต้องดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท
เพราะชีวิตเป็นของเรา
เกี่ยวอะไรด้วยเหรอระหว่างความประมาทและการคิดช้า
คิดช้าคือเราไม่ประมาทในความคิด
ว่าง่ายๆ คือรอบคอบนั่นเอง
ไม่อ้างในพระไตรปิฎกนะ เพราะมีอยู่หลายจุด
ไปละ
ว่างๆ เขียนใหม่